Apple รายได้ไตรมาส 4 โต 12% แตะ 3.6 ล้านล้านบาท จับตาต้นทุน AI
Apple รายได้ไตรมาส 4 โต 12% แตะ 3.6 ล้านล้านบาท iPhone–Services หนุนสถิติใหม่ จับตาต้นทุน AI
Apple ปิดปีงบประมาณ 2026 ด้วยผลประกอบการแข็งแกร่ง หลังรายได้ไตรมาส 4 อยู่ที่ 114,477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 30,711 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับลด (Diluted EPS) อยู่ที่ 2.10 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.5% สะท้อนแรงหนุนจากยอดขาย iPhone และธุรกิจบริการที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังต้องติดตามแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 26 กันยายน 2569
โดยมีรายได้รวม 114,477 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 102,466 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 27,466 ล้านดอลลาร์ เป็น 30,711 ล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อยู่ที่ 47.9%
ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นและอัตรากำไรขั้นต้นได้รับผลบวกจากการคืนภาษีศุลกากร โดยช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้นประมาณ 0.05 ดอลลาร์ และหนุนอัตรากำไรขั้นต้นราว 1% จึงเป็นปัจจัยที่ควรนำมาประกอบการประเมินคุณภาพของการเติบโตในไตรมาสดังกล่าว
iPhone ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก ด้านบริการทำสถิติสูงสุด
เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ iPhone ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของ Apple โดยสร้างรายได้ 57,583 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 17.5% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาสเดือนกันยายน
ขณะที่ธุรกิจบริการ (Services) ซึ่งครอบคลุมบริการต่าง ๆ เช่น App Store, iCloud และ Apple Music มีรายได้ 31,573 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 9.8% และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสำคัญของธุรกิจที่สร้างรายได้จากฐานผู้ใช้งานและบริการดิจิทัลควบคู่ไปกับการจำหน่ายอุปกรณ์
ส่วนธุรกิจ Mac มีรายได้ 10,792 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23.7% จากปีก่อน ขณะที่ iPad มีรายได้ 6,229 ล้านดอลลาร์ ลดลง 10.4% ส่วนกลุ่ม Wearables, Home and Accessories มีรายได้ 8,300 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 9,013 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของ Apple ในไตรมาสล่าสุดได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก iPhone, Mac และ Services ขณะที่ผลิตภัณฑ์บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย
ตลาดจีนเติบโตเด่น รายได้เพิ่มขึ้น 21%
สำหรับตลาดในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน มีรายได้ 17,539 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 21% จาก 14,493 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ภูมิภาคยุโรปมีรายได้ 32,008 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 11.5% ส่วนภูมิภาคอเมริกามีรายได้ 48,680 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 10.2%
ส่วนญี่ปุ่นมีรายได้ 6,540 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจาก 6,636 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน ส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีรายได้ 9,710 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 8,442 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในหลายภูมิภาคช่วยสนับสนุนรายได้รวมของบริษัท โดยตลาดจีนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในไตรมาสนี้
รายได้ทั้งปีแตะ 478,834 ล้านดอลลาร์ กระแสเงินสดแข็งแกร่ง
สำหรับภาพรวมทั้งปีงบประมาณ 2026 Apple มีรายได้รวม 478,834 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 15.1% จาก 416,161 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 132,175 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 112,010 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ บริษัทยังสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตลอดทั้งปีได้ 145,097 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความสามารถในการสร้างเงินสดจากธุรกิจหลัก โดย Apple เดินหน้าคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผล
คณะกรรมการบริษัทอนุมัติเงินปันผลรายไตรมาสที่ 0.27 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 0
จับตาต้นทุนเมมโมรีและการลงทุน AI กระทบมาร์จิ้นหรือไม่
แม้ผลประกอบการจะเติบโตแข็งแกร่ง แต่ประเด็นที่ต้องติดตามคือแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสเดือนธันวาคม ซึ่ง Apple คาดการณ์ไว้ที่ 45 - 46% ต่ำกว่า 47.9% ในไตรมาสล่าสุด โดยต้นทุนเมมโมรีที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI เป็นปัจจัยที่ตลาดจับตา
ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้าน AI ยังเป็นโจทย์สำคัญสำหรับ Apple ทั้งในแง่การพัฒนาความสามารถของ Siri และการนำ AI มาเพิ่มมูลค่าให้กับอุปกรณ์และบริการของบริษัท
ผลประกอบการไตรมาสนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Apple รายงานผลภายใต้การบริหารของ John Ternus ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนกันยายน 2569 จึงต้องติดตามว่าบริษัทจะรักษาการเติบโตของยอดขาย ควบคุมต้นทุน และต่อยอด AI ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางธุรกิจในระยะยาวได้อย่างไร
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB